Press ข่าววันนี้ 20 กุมภาพันธ์ 2569
- วันเผยแพร่
- ฮิต: 170

กรมสุขภาพจิต ชู SMI-V Scan ยกระดับการคัดกรองเชิงรุก ป้องกันเหตุรุนแรงในชุมชน พร้อมแนะกลไกมาตรา 24 พ.ร.บ.สุขภาพจิต เร่งนำส่งผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน
กรมสุขภาพจิต เน้นย้ำมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกผ่านระบบ SMI-V Scan เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงจิตเวชรุนแรงและป้องกันอุบัติการณ์ความรุนแรงในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือมีภาวะการใช้สารเสพติดร่วม พร้อมชี้แจงแนวทางตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการแจ้งเหตุและนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที
นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ข่าวในช่วงนี้ที่ปรากฏกรณีบุคคลซึ่งสงสัยว่ามีอาการทางสุขภาพจิตร่วมกับการใช้สารเสพติด และแสดงพฤติกรรมที่สร้างความหวาดระแวงซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจด้านความปลอดภัยของประชาชน กรมสุขภาพจิตขอเน้นย้ำความสำคัญของการสังเกตอาการผ่านแนวทาง SMI-V Scan (Serious Mental Illness – Violence Scanning) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดการรักษาต่อเนื่องหรือมีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย โดยประชาชนสามารถสังเกต 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมาผิดปกติ พูดจาคนเดียว หงุดหงิดฉุนเฉียว เที่ยวหวาดระแวง ทั้งนี้ หากพบอาการดังกล่าวเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ประชาชนควรรีบแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อนำตัวส่งสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านเพื่อเข้ารับการประเมินเบื้องต้น ซึ่งหากเข้าข่าย “ภาวะอันตราย” หรือ “มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา” ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 การเข้าถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญเสียได้ ทั้งนี้ กลไกที่สำคัญคือครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสังเกต หากเป็นผู้มีประวัติข้างต้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามการรับประทานยา การพบแพทย์ตามนัด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้สารเสพติดหรือการอดนอนสะสม พร้อมขอความร่วมมือสังคมไม่นำเสนอข้อมูลในลักษณะเหมารวมหรือตีตราผู้ป่วย เนื่องจากอาจทำให้หลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาและกระทบต่อความปลอดภัยในระยะยาว
นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อความรุนแรง โดยผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหาจากยาเสพติดมี 3 ด้านหลัก คือ มาตรการด้านกฎหมาย มาตรการด้านการบำบัดรักษา และมาตรการทางสังคมในด้านกฎหมาย หนึ่งในเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 คือการคุ้มครองป้องกันทั้งตัวผู้ป่วย คนรอบข้าง และสังคมไม่ให้ได้รับอันตราย รวมทั้งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ แม้ผู้ป่วยจะขัดขืนหรือไม่ยินยอมก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่รัฐจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เพื่อนำไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ระบุชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ (เช่น ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง) เมื่อได้รับแจ้งเหตุหรือพบผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงตามมาตรา 22 จะต้องนำตัวบุคคลนั้นส่งสถานพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและส่งตัวกลับสู่ครอบครัวแล้ว สมาชิกในครอบครัวรวมถึงผู้นำชุมชนต้องช่วยกันกำกับดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ได้รับการฟื้นฟูทางสังคม และป้องกันไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ เพราะยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการทางจิตกำเริบได้
ทั้งนี้ หากพบเหตุฉุกเฉินที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1669 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการปรึกษาหรือประเมินอาการทางจิตเวชเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับคำแนะนำและประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
********************
20 กุมภาพันธ์ 2569

